เรื่องสั้น ห้องแสนอึดอัด

เรื่องสั้น ห้องแสนอึดอัด

ฉันเงียบมานานแล้ว…

     ภายในห้องที่อากาศดูจะปลอดโปร่งเพราะมีลมพัดผ่านเข้ามาจนเศษผ้าที่มักถูกเรียกว่าผ้าม่านปลิวไสวอยู่ตลอดเวลา

     อากาศกับความรู้สึกภายในกลับตรงกันข้าม

     ฉันรู้สึกอึดอัด อึดอัดที่ต้องทนกับสิ่งที่เป็นอยู่

     ฉันเคยมีเพื่อน คนรอบข้างที่เข้าใจและอยู่เคียงข้าง มันเหมือนจะมีความสุขอย่างคงอยู่ตลอดไปชั่วนิรันดร์แต่วันนี้ได้พิสูจน์ให้ฉันเห็นและสัมผัสได้แล้วว่า ไม่มีอยู่จริง

     มันไม่เคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำ

     ฉันเป็นบุคคลที่ไม่อาจสามารถพูดได้เพราะมันคือความจำเป็น ฉันจำเป็นต้องเงียบ

     ฉันไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้คนรอบข้างฉัน ความเครียดจากการแบกรับหน้าที่การทำงานหรือเปล่าถึงทำให้ต้องห่างเหิน เวลาพวกเขามีค่ามากกว่าสนใจความรู้สึก การมีตัวตนของเพื่อนร่วมโลกหรือเปล่า

     ฉันเคยเชื่อมาเสมอว่าการเป็นผู้ฟัง ฟังมากกว่าพูดนั้นดีเพราะจะได้เป็นที่รัก ใครๆก็ชอบพูดมากกว่าฟัง ฉันจึงได้เป็นผู้ฟังที่ดีเสมอมา

     พวกเขามีเรื่องอะไรไม่สบายใจมา ฉันรับฟัง

     พวกเขาประสบความสำเร็จ ฉันรับฟัง

     พวกเขามีสิ่งของน่าโอ้อวด ฉันก็รับฟัง

     พวกเขาดูเหมือนจะชอบฉัน เข้ามาใกล้ ขยับปากให้ฟัง แล้วเดินจากไปอาจจะด้วยความภาคภูมิใจหรือระบายอารมณ์ ฉันไม่รู้ ฉันไม่เคยทำ

     มีบางครั้งที่พวกเขาตั้งคำถามให้ฉันเป็นฝ่ายพูดตอบบ้าง แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยเผยอริมฝีปาก เขาก็เปลี่ยนไปสนใจอย่างอื่นเสียแล้ว

     ฉันเคยคิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องที่ดี เรารู้เรื่องคนอื่นมากกว่าที่คนอื่นรู้เรื่องของเรา มันทำให้เราปลอดภัยกว่า เพราะชีวิตก็เหมือนเกม หากถึงเวลาต้องแข่งขันจริงๆ ฉันสามารถใช้ข้อมูลที่รวบรวมและมีอยู่มาวางแผนกลยุทธ์ให้เอาชนะคนเหล่านั้นได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการแข่งขันที่เอาเป็นเอาตาย อาจจะแค่การเดาใจฝ่ายตรงข้ามว่าจะเดินเกมอย่างไรแต่มีสิ่งที่น่าน้อยใจ ไม่ใช่ว่าเรารู้เรื่องเขามากกว่าเขารู้เรื่องของเรา แต่เขาแทบไม่รู้เรื่องของเราเลยด้วยซ้ำ ไม่น่าล่ะ ฉันถึงมองพวกเขาว่าเป็นเกมที่ต้องแข่งขัน ไม่ใช่เพื่อนที่ต้องผูกมิตร เดาใจที่จะทำให้อีกฝ่ายมีความสุข

     คนที่ฉันเคยมีเรื่องราวร่วมด้วย วันนี้เขากลับไม่เห็นว่าฉันมีอยู่ในสายตา ไม่มีฉัน ชีวิตเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร

     ฉันนอนอุดอู้ขังตัวเองอยู่ในห้องโดดเดี่ยวในพื้นที่กว้างขวางที่แสนอึดอัด อัดอัดเสียจนอยากจะวิ่งหนีอะไรก็ไม่รู้ที่ทำให้ทุกข์ใจ

     ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยว่าควรทำเช่นไร ไม่มีใครที่มีสติดีพอ,ไร้ความทุกข์เศร้าเช่นนี้จะมากระซิบบอกฉันว่า ควรทำอย่างไรดี ฉันสติแตกตัดสินใจเปิดประตู ขึ้นคร่อมจักรยานและปั่นมันออกไป ออกไปไกลจากห้องแสนอึดอัด ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน แต่ใจฉันเหมือนจะบอกกับฉันเองว่าออกไปให้ไกลจากตรงนี้ หนีออกไปให้ไกล

     พอฉันออกมาอยู่ข้างนอก ฉันก็ไม่แน่ใจว่าควรจะรู้สึกอย่างไรดี แต่ลมเย็นๆทำให้รู้สึกดีขึ้น ยิ่งออกแรงปั่นจักรยานด้วยความเร็วจากคับข้องใจที่ตัวเองมีเท่าไหร่ ลมยิ่งแรงยิ่งเย็น กายยิ่งไกลออกจากห้องๆนั้น ฉันปั่นจักรยานไปตามทางที่สังคมกำหนด เส้นทางถนนที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่รอบข้างก็ทำให้ฉันลืมเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปเพราะแวดล้อมไปด้วยเกราะกำบังต้นไม้ใหญ่ ทุ่งหญ้าที่เต้นรำพลิ้วไหวไปกับสายลม แดดอ่อนๆจากความปราณีของดวงอาทิตย์ยามเย็น และสัตว์เล็กที่วิ่งยอกเย้ากันไปมาอย่างกระรอกน้อยและเพื่อนของมัน ธรรมชาติช่วยได้จริงๆ ธรรมชาติอาจไม่ได้ทำให้ปัญหากลับกลายมาเป็นสิ่งสวยงามแต่อย่างน้อยก็ช่วยปรับสมดุลในใจ ให้มีสติและใจฉันเย็นลงอย่างมาก ไม่แน่ใจว่าเพราะลมเย็นๆช่วยปัดเป่าหรือความทุกข์เศร้าวิ่งตามมาไม่ทันยามที่ฉันออกตัวเร็ว เมื่อฉันชะลอจักรยานเพื่อคิดใคร่ครวญ ฉันพบว่าฉันยังมีความทุกข์อยู่

     ความทุกข์ที่บางเบาและไม่ร้ายแรงอย่างที่มันเคยเป็น

     หนีเท่าไหร่ก็ไม่พ้น เพราะมันอยู่ในตัวของเรา ใจของเราเอง เราหนีไปไหน ใจเรายังอยู่กับเรา ปัญหาอันนำมาซึ่งความทุกข์ก็ยังคงอยู่กับเรา

     เราหนีปัญหาไม่ได้แต่เราทำให้ตัวเราเองไม่ทุกข์ไปกับปัญหาได้ ตอนนี้ฉันมีปัญหาแต่ความทุกข์ เศร้า อึดอัด ได้แปรผกผัน บางทีเราอาจต้องปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเวลาสักพัก หนีไม่ได้แต่ก็ทำให้ใจสมดุล

     ทำใจให้พร้อมแล้วค่อยลงมือแก้ปัญหา

Advertisements

วิธีฝึกภาษาอังกฤษจากบุคคลลึกลับผ่านหนังสือห้องสมุด

วิธีฝึกภาษาอังกฤษจากบุคคลลึกลับผ่านหนังสือห้องสมุด

     สวัสดีเพื่อนๆ วันนี้เรามีวิธีฝึกภาษาอังกฤษจากบุคคลลึกลับท่านหนึ่งมาฝาก เขาได้ถ่ายทอดวิชามาให้เราโดยบังเอิญซึ่งเขาลึกลับมากจริงๆแหละเพราะว่าเราไม่เคยเห็นหน้า พูดคุยหรือรู้จักเลย

     วันนั้นก็เป็นวันปกติธรรมดาวันหนึ่ง เราซึ่งเป็นผู้อยากฝึกภาษาอังกฤษก็เข้าไปในห้องสมุด ตั้งใจว่าจะยืมวรรณกรรมเยาวชนภาษาอังกฤษเล่มที่เคยอ่านค้างเอาไว้กลับมาอ่านต่ออีกรอบ ชื่อเรื่อง Secret garden ของ frances hodgson burnett แต่หาเล่มนั้นไม่เจอ เลยลองหาเล่มอื่นๆที่น่าสนใจ ไปเจอเล่ม Little princess เห็นเขียนว่าเจ้าหญิงก็เลยยืมมา

     แต่พอมาอ่านจริงๆชีวิตเด็กคนนั้นก็น่าเศร้ามาก ไม่ได้สวยงามอย่างที่คิดเอาไว้ ไม่คิดเอาไว้เหมือนกันด้วยว่าผู้แต่งคือคนๆเดียวกันกับเล่มเก่าที่อยากจะยืมและไม่คิดเอาไว้ด้วยว่าหน้าที่20กว่าของเล่มจะมีกระดาษแผ่นเล็กๆคั่นเอาไว้อยู่ เขียนวิธีฝึกภาษาอังกฤษของคนที่ยืมไปก่อนเราหน้านี้ พออ่านแล้วรู้สึกชอบมากๆเลยเก็บเอาไว้

     ทีแรกว่าจะเอาไปแนบใส่หนังสือภาษาอังกฤษเผื่อให้คนอื่นๆที่ได้ยืมเล่มนั้นได้มาเห็น มาเจออะไรดีๆแบบเรา แต่มาคิดๆดูอีกที เอาวิธีฝึกภาษาอังกฤษนั้นมาเขียนลงในบล็อกน่าจะมีคนรับรู้ได้มากกว่า บุคคลลึกลับผู้นั้นได้เขียนเอาไว้ดังนี้

  1. อ่านนิยายภาษาอังกฤษและหนังสือพิมพ์อังกฤษ

  2. ฝึกเขียน essay and report ภาษาอังกฤษ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 เรื่อง, หาศัพท์ควบคู่ไปด้วยแล้วให้พ่อช่วยตรวจ

  3. ดูหนังภาษาอังกฤษให้ได้อย่างน้อยอาทิตย์ละ 2 เรื่องและฝึกออกเสียงตาม

  4. ฟังวิทยุข่าวและเพลงฝรั่งเสมอๆ

  5. พกใบคำศัพท์ติดตัวไว้ท่อง

     ซึ่งครั้งแรกที่เราอ่านกระดาษใบนี้เลยก็คือนึกในใจว่า “อื้อหือ เขาขยันจัง” ซึ่งก็เดาๆจากลักษณะข้อความและลายมือได้ว่าน่าจะเป็นรุ่นพี่ผู้หญิง เราได้ลองนำมาใช้ดู แรกๆเราคิดว่าข้อสอง สาม สี่ มันยากเกินไปเลยลองแค่ข้อ หนึ่งกับห้าที่พกคำศัพท์ติดตัว

     แต่จากการลองของเราก็พบแล้วว่า วิธีที่ห้ามันดูง่ายและไม่ค่อยใช้เวลาก็จริง แต่ถ้าเอาแค่ท่องก็จำได้ไม่นาน เอามาใช้จริงก็ไม่ค่อยได้เช่นกันถ้าไม่รู้หลัก เราจึงเลือกที่จะท่องศัพท์ผ่านการอ่านหนังสือเป็นเรื่องๆเช่น นิยาย, บทความ(ตามข้อหนึ่ง)เพราะมันจะไม่ได้รู้ว่าคำนี้แปลว่าอะไรอย่างเดียว แต่เราจะรู้ว่ามันควรจะอยู่ตรงไหน ใช้ในสถานการณ์ใดด้วย

   หากอยากหาหนังสือที่เขียนมาฝึกภาษาอังกฤษโดยเฉพาะเราขอแนะนำหนังสือเล่มนี้เลย เราอ่านมันจากตอนที่พื้นฐานไม่ค่อยจะมี แต่พออ่านแล้วรู้หลักประโยคสนทนาครอบคลุมมาก หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า Say it easy และ Easy talk ของ Betty Kirkpatrick เวลาเราอ่านหนังสือไม่ว่าจะเล่มนี้หรือเล่มอื่นๆเราจะอ่านออกเสียงเสมอ การอ่านออกเสียงนอกจากจะเป็นการฝึกสำเนียงให้คุ้นชินแล้ว ยังทำให้เราจำประโยคนั้นได้ด้วย เวลาจะเอามาใช้จริงก็ดึงจากเมมโมรี่สมองออกมาง่ายเพราะเราเคยฝึกและผ่านมันมาแล้ว

     ต่อมาเรามาเข้าใจคำว่า “ฟัง พูด อ่าน เขียน” เป็นคำที่เรามักได้ยินบ่อยแต่หากสังเกตมันนิดนึงเราจะพบว่ามันไม่ได้เรียงตัวกันเพื่อให้คำคล้องกันเท่านั้น แต่มันหมายความว่าเช่นนั้นจริงๆ

     ในการจะฝึกภาษาเราควรที่จะเริ่มจากการ “ฟัง” เป็นอันดับแรก จะเห็นได้ว่าเด็กเล็กๆที่ยังไม่รู้ภาษาแต่เข้าใจได้ไม่ใช่เพราะการอ่านเขียน แต่มาจากสังคมแวดล้อมที่อยู่และการฟัง

     หลักในการฝึกการฟังนั้นก็คือ เริ่มแรกเราฟังให้บ่อยให้คุ้นชิน หากเริ่มจากการฟังจากหนังเลยคิดว่ามันก็จะดูข้ามขั้นไปหน่อย เวลาเราฟังก็ควรฟังตามระดับที่เราเป็นอยู่ หากจะให้แนะนำ เราก็หาได้ตามจากยูทูบ เมื่อค้นไปว่า English conversation จะมีให้เราได้ฝึกฟังมากมายเลย ใช้เวลาหน่อยแต่รับรองอยู่กับเราได้นาน

     ต่อมาก็ตามด้วยการฝึกพูด ออกเสียงตาม, หาหนังสือภาษาอังกฤษอ่าน, แล้วการเขียนก็จะตามมา เพราะเรารับมาจนมีวัตถุดิบในคลังสมองมากพอแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาปล่อยของ ลองฝึกตามข้อสองของบุคคลลึกลับคนนั้นเลยได้นะ เราลองแล้วล่ะ ลองแปลจากความเรียงภาษาไทยตัวเองที่เขียนเอาไว้ ตอนแปลก็รู้สึกไม่อยากแปลเหมือนกันนะ มองข้อความที่เหลือยังไม่ได้แปลแล้วก็ย้อนมองดูข้อความที่แปลผ่านไปแล้ว ก็เลยคิดว่า “ถ้าเราทำมันสำเร็จจะภูมิใจมากเลยนะ”.